| วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 6992 ข่าวสดรายวัน โอ้เอ้ วิหารราย จาก ยอดเขา "ยายเที่ยง" ถึง เขาสอยดาว บางการเคลื่อนไหว จำนวนคนไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาด เนื้อหา หรือ ประเด็น ของการเคลื่อนไหวต่างหากที่ทรงความหมาย อย่างเช่นการไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบองคมนตรี วังสราญรมย์ คนที่ไปร่วมในการยื่นหนังสือกับ นายวีระ มุสิกพงศ์ มีไม่ถึง 300 คนด้วยซ้ำไป แต่เรื่องก็กระหึ่มไปทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่เป็นข่าวพาดหัวหน้า 1 หากมีการลงรายละเอียดครบถ้วนทั้ง 4 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเขายายเที่ยงอันเกี่ยวพันกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเขาสอยดาวอันเกี่ยวพันกับบางคนในธนาคารใหญ่และโยงสาย ยาวมายัง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เพราะว่าเนื้อหาหรือประเด็นที่หนังสือร้องเรียนกล่าวถึงตรงกับความรู้สึก "ร่วม" ในทางสังคม จึงกลายเป็นเรื่องครึกโครม อารมณ์ "ร่วม" ในที่นี้คือ อารมณ์ "ร่วม" ว่าด้วย 2 มาตรฐาน ..................... ขอให้ย้อนกลับไปศึกษาการชุมนุมของนปช.แดงทั้งแผ่นดิน ณ บริเวณเขายายเที่ยง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2553 อีกครั้งหนึ่ง การชุมนุมครั้งนั้นสามารถระดมมวลชนได้ถึง 5,000 คนก็ถือว่าเก่งอย่างยิ่ง เพราะว่าเขายายเที่ยงอยู่ถึง ต.คลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ทั้งมิได้อยู่ริมเส้นทางถนนมิตรภาพ หากแต่ต้องเดินเท้าเข้าไปอีกหลายกิโลเมตร นี่ย่อมต่างไปจากการจัดคอนเสิร์ตที่ปากช่องก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน กระนั้น รายละเอียดการชุมนุมก็ปรากฏเป็นข่าวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนและภายหลังการ ชุมนุม เพราะว่าประเด็นอันเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินและสร้างบ้านพักตากอากาศบนยอด เขาของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นั้นอยู่ในความสนใจ เพราะคนธรรมดามีบ้านบนยอดเขาได้ยากอย่างยิ่ง อย่าว่าแต่บนยอดเขาเลยแม้กระทั่งตีนเขาอันเป็นเขตป่าสงวน ป่าอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า หรือป่าถาวร ก็ไม่มีโอกาส แต่นี่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นไปสถิตอยู่บนยอดเขา ...................... เนื้อหาอันเป็นประเด็นเมื่อ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.นำเอามาต่อยอดและทำหนังสือถึงป.ป.ช.ก็ทวีความร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับ ร้อนแรงไม่เพียงแต่พุ่งไปยังการครอบครองที่ดินและสร้างบ้านพักอาศัย ตรงกันข้าม ความเป็นจริงที่มีการเสนอผ่านบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินระหว่างดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ควรมองข้าม ตกลงว่า 21 ไร่ หรือว่า 26 ไร่กันแน่ ตรงจุดนี้เองที่ไม่เพียงแต่จะสร้างประเด็นในเรื่องสมควรครอบครองหรือไม่ อย่างไรเพียงใด หากแต่ยังเป็นคำถามในทางจริยธรรมว่า การได้มาซึ่งที่ดินของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นไปอย่างมิได้เจตนาหรือว่าเจตนา ที่อัยการไม่ฟ้องเพราะไม่ได้เจตนานั้นอัยการได้ศึกษารายละเอียดอย่างรอบด้าน และสมบูรณ์เพียงพอหรือไม่ หรือว่าเป็นในลักษณะหาบันไดลงให้ เป็นบันไดทอดให้ "องคมนตรี" ได้ลงมาจาก "ยอดเขา" .................... คำถามที่เสนอเข้ามาก็คือ ความยุติธรรมและวิถีดำเนินแห่ง 2 มาตรฐานในการวินิจฉัย หากเป็นชาวบ้านธรรมดาก็ติดคุกหัวโตไปแล้ว แต่นี่เป็น "องคมนตรี" แต่นี่เป็น "อดีตนายกรัฐมนตรี" ทุกอย่างจึงดำเนินไปในลักษณะของการสวดโอ้เอ้วิหารราย โอ้เอ้จาก "เขายายเที่ยง" กระทั่งลามไหม้ไปยัง "เขาสอยดาว" จนได้ หน้า 6 http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dOakl3TURFMU13PT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5TUE9PQ== |
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553
โอ้เอ้ วิหารราย จาก ยอดเขา "ยายเที่ยง" ถึง เขาสอยดาว
มะกันไขความลับ"ปอด"นก-จระเข้ พัฒนาจากยุคไดโนเสาร์
|
อินเดียแปร"พลาสติก"เป็นถนน
อินเดียแปร"พลาสติก"เป็นถนน
นาย อาเหม็ดและราซูล ข่าน สองพี่น้องผู้บริหารบริษัท เค.เค. พลาสติก เวสต์ แมเนจเมนต์ รวบ รวมขยะพลาสติกนับพันตันจากถังขยะทั่วเมืองบังกาลอร์ ศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีไอทีของอินเดีย ด้วยความร่วมมือจากคนงานเทศบาล คนเก็บขยะ และพนักงานบริษัทของพวกเขา จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนผสมเข้ากับยางมะตอย เป็นสารประกอบเรียกว่า polymerized bitumen เมื่อนำมาปูถนนแล้วจะมีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพอากาศในฤดูมรสุมและการใช้งาน ประจำวันมากกว่าถนนทั่วไป อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาการเกิดหลุมบนผิวถนนได้อีกด้วย
"ความคิดดัง กล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เมื่อองค์การต่างๆ เริ่มรณรงค์ต่อต้านการใช้พลาสติก และบอกว่า ทุกๆ วันจะมีขยะพลาสติก 10,000 ตัน ซึ่งจะไม่ย่อยสลายตามธรรมชาติ และในที่สุดขยะเหล่านั้นจะกลายเป็นปัญหา ดังนั้น วิธีการดังกล่าวจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด" อาเหม็ด กล่าว
ทั้ง นี้ พลาสติกย่อยสลายเองตามธรรมชาติไม่ได้ และจะตกค้างอยู่บนโลกใบนี้เป็นเวลาหลายปี ทั้งยังส่งผลกระทบร้ายแรงต่อปลา นกทะเล และปศุสัตว์ ซึ่งมักตายหลังกลืนถุงพลาสติกเข้าไป
หน้า 23
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROMFpXTXdOREl3TURFMU13PT0=§ionid=TURNeU5nPT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5TUE9PQ==
สวิส-เยอรมนี งามอย่างสงบ
สวิส-เยอรมนี งามอย่างสงบ
จีรณัฐ จงประสพมงคล เรื่อง/ภาพ
ทำ ให้คณะเดินทาง ซึ่งนำโดย พลโทสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือน/ ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. ได้เดินทางเยี่ยมชมอีกหลายเมือง
สนามบินซูริกในยามเช้าตรู่ อุณหภูมิอากาศ -3 องศา หลังจากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง นาฬิกาข้อมือบอกเวลาท้องถิ่นสวิตฯ 07.15 น. หันซ้ายแลขวาไม่เห็นพระอาทิตย์สักดวง ไกด์ที่น่ารักบอกว่า ฤดูหนาวที่สวิตฯ พระอาทิตย์ขึ้นเร็วสุดก็ 8 โมงครึ่ง
รถโค้ชแล่นออกจากสนามบินซูริก มุ่งสู่เมืองอินเตอร์ลาเกน ระยะทาง 129 ก.ม. เมืองที่เปรียบเสมือนชุมทางสู่แหล่งท่องเที่ยวหลักของสวิตฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามระหว่างทะเลสาบตุนน์ (Thuner Lake) และทะเลสาบเบรียนซ์ (Brienzer Lake)
ตลอดสองข้างทางเป็นบ้านเรือน สไตล์ชาเลต์ ร่องรอยหิมะที่จับตัวเป็นน้ำแข็งเกาะกิ่งไม้ใบหญ้าและหลังคาบ้าน เทือกเขาในระยะไกลๆ ขาวโพลนให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนัง "นาร์เนีย"
บรรยากาศ ค่อนข้างสงบ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุด ชาวสวิสจึงใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน หรือไม่ก็ออกมาเล่นสกีตามภูเขาต่างๆ ผู้คนที่เห็นเดินชมเมืองส่วนใหญ่จึงเป็นนักท่องเที่ยวแทบทั้งหมด
กิน ลม(หนาว)ชมหิมะเรียกน้ำย่อยแล้ว เดินทางกันต่อ จุดมุ่งหมายต่อไปคือเมืองเบิร์น เมืองหลวงของสวิตฯ ศูนย์กลางทางการเมือง-การปกครองของประเทศ เมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็น "เมืองมรดกทางวัฒนธรรมของโลก"
เข้า ชม "บ่อหมีสีน้ำตาล" หรือ "เบเร็นกราเบ็น" สัญลักษณ์ของกรุงเบิร์น สถานที่รำลึกถึงดยุกแห่งเบิร์ต โทลต์ที่ 5 แห่งชาริงเกน ที่รอดชีวิตจากการถูกหมีกัดเมื่อครั้งไปล่าสัตว์ป่า บ่อหมีเดิมถูกประชาชนร้องเรียนว่าพื้นที่มีจำกัด จึงย้ายไปอยู่ข้างๆ ติดกับแม่น้ำอาเร่ (Aare River)
จากนั้นไปชมความงามของโบสถ์ Heiliggeistkirche โบสถ์โปรเตสแตนต์ที่สวยที่สุดของสวิตฯ หอนาฬิกาไซท์กล็อกเค่นทาร์ม ที่มีอายุถึง 800 ปี และทุกชั่วโมง เมื่อนาฬิกาตีครบเวลาจะมีโชว์น่ารักๆ ออกมาให้นักท่องเที่ยวได้อมยิ้ม
ถนน สายสำคัญกลางเมืองที่จะมีน้ำพุทั้งหมด 100 กว่าบ่อ ประดับไปทั่วเมือง ซึ่งแต่ละบ่อจะมีสัญลักษณ์รูปปั้นแตกต่างกันไป จนได้รับการขนานนามว่า City of Fountains
จากเบิร์น ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีเข้าสู่เมืองโลซาน ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งทะเลสาบเลอมอง หรือที่เรียกกันติดปากว่าทะเลสาบเจนีวา โดยมีเทือกเขาแอลป์สูงตระหง่านเป็นฉากหลัง
โลซานเป็นเมืองแห่งการโรงแรมของสวิตฯ ศูนย์กลางการศึกษาและการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป
อีก ทั้งยังเป็นเมืองที่คนไทยรู้จักดี เนื่องจากสมเด็จย่าประทับพักผ่อนในยามฤดูร้อน รวมถึงสมเด็จพระพี่นางฯ ในหลวงรัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และทรงสำเร็จการศึกษาจากเมืองนี้
3 คืนกับ 4 วันที่เมืองโลซาน หมดไปอย่างคุ้มค่า กับการเรียนรู้และสัมผัสชีวิต ด้วยการเดินทางไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ เมื่อครั้งประทับอยู่ที่นี่
อาทิ แฟลตเลขที่ 16 แฟลตเลขที่ 19 พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ฯลฯ ในทุกสถานที่แม้เวลาผ่านไปหลายสิบปีแต่ยังคงความงดงามและสะท้อนให้เห็นความ พอเพียงได้อย่างเข้าถึงจิตใจ
วันหยุดและวันทำงานปกติของโล ซานกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความเงียบสงบ เรียบง่าย ทำให้ตระหนักเข้าใจได้ว่า ทำไม สมเด็จย่าจึงทรงเลือกโลซาน เป็นเมืองประทับพักผ่อน
มาถึงสวิตฯ ทั้งทีไม่พูดเรื่อง "อากาศ" คงไม่ได้ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองติดอันดับอากาศดีที่สุดในโลก ฉะนั้นคณะเดินทางจึงไม่พลาดที่จะตักตวงอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด
สวิ ตฯในช่วงคริสต์มาส วันแรกที่มาถึงแม้อุณหภูมิติดลบ แต่ยังคงมีแดด ตกเย็นฝนตกลงมา ไกด์ให้กำลังใจว่าพวกเราอาจจะโชคดี ถ้าสายฝนนี้จะกลายเป็นหิมะแทน
ไม่ทันขาดคำ หยดน้ำใสๆ บนกระจกหน้ารถโค้ชกลายเป็นละอองสีขาว งานนี้เลยได้ภาพโรแมนติกกลับไปอวดคนที่เมืองไทยหลายใบ
หลัง จากนั่งรถโค้ชอยู่หลายวัน เปลี่ยนบรรยากาศนั่งรถไฟไปยังเมืองเจนีวา ใช้เวลาจากสถานีรถไฟโลซานประมาณ 33 นาที (เป๊ะมากๆ) ก็ถึงที่หมาย
เจ นีวา เป็น "พันธรัฐ" หรือ Canton ที่เล็กที่สุดของสวิตฯ จากจำนวนพันธรัฐหรือ Canton ต่างๆ 26 พันธรัฐ ซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลกลางเรียกว่า สมาพันธรัฐ (Confederation)
ตั้ง อยู่บริเวณตอนปลายแหลมของทะเลสาบเจนีวา ว่ากันว่าเป็น พันธรัฐสวิตฯ ที่แทบจะไม่มีอะไรเป็นสวิตฯเลย นอกจากนโยบายต่างประเทศและศาสนา
เจนี วายังได้รับสมญาว่าเมืองหลวงแห่งสันติภาพของโลก เนื่องจากเป็นที่ตั้งขององค์การสหประชาชาติ (UN) ธนาคารจำนวนมาก และองค์การนานาชาติต่างๆ
ด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ มี เก้าอี้ขาหัก (Broken Chair) สัญลักษณ์ที่แสดงถึงการต่อต้านทุ่นระเบิด ที่ส่งผลให้คนไม่รู้อีโหน่ อีเหน่ต้องมารับเคราะห์ไปด้วย
จากนั้น นั่งรถชื่นชมบรรยากาศอันงดงามริมทะเลสาบเจนีวา และ น้ำพุจรวดเจตโด (Jet d"Eau) สัญลักษณ์ของเมืองเจนีวา มีความสูงถึง 390 ฟุต น้ำพุเจตโดจะส่งน้ำครั้งละ 500 ลิตร/วินาที ขึ้นไปพุ่งกระจายบนอากาศที่ความสูง 140 เมตร ด้วยความเร็ว 200 ก.ม./ช.ม.
ปิดฉากการชมสวิตฯ ที่น้ำตกไรน์ เมืองชาฟฟ์เฮาเซน (Schaffhausen) ที่ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประพาส
ข้าม แดนสู่ประเทศเยอรมนีโดยทางรถ ระยะทางประมาณ 295 ก.ม. เข้าเขต ป่าดำ หรือ แบล็ก ฟอเรสต์ เขตท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเมืองทิทิเซ่ เมืองพักผ่อนตากอากาศที่แสนสงบ
ทะเลสาบทิทิเซ่ โอบล้อมด้วยขุนเขาและป่าสน สินค้าขึ้นชื่อของทะเลสาบแห่งป่าดำนี้คือ นาฬิกากุ๊กกู ทำจากไม้แกะสลักและถ่วงด้วยตุ้มน้ำหนัก มีให้เลือกหลายรูปแบบ
จุด หมายต่อมาคือ บาเดน บาเดน เมืองแห่งน้ำพุร้อน มีชื่อเสียงในเรื่องสปาซึ่งมีมาหลายร้อยปี เป็นแหล่งกำเนิดของสปาการแพทย์ ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้สปารักษาพระวรกายที่นี่
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ บิล คลินตัน เคยพูดติดตลกถึงเมืองนี้ว่า"บาเดนเป็นเมืองที่วิเศษมาก ทำให้เราต้องพูดซ้ำถึงสองครั้งว่า บาเดน บาเดน"
จากบาเดน บาเดน ไปยังเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ภารกิจ "ตามรอยสมเด็จย่า" ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ลุล่วงตามเป้าหมาย
เป็น บทเรียนชีวิตที่คุ้มค่า ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตของคนไทย พสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่ได้มีโอกาสศึกษาพระราชประวัติ พระจริยาวัตร ที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จย่า
ความภูมิใจของ"กอ.รมน."
หัวเรือใหญ่ในการนำคณะเดินทางทัศนศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ "ตามรอยสมเด็จย่า จากชุมชนวัดอนงค์สู่วังสระปทุม" ภายใต้โครงการคิดอย่างยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยกอ.รมน. คือ พลโทสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือน/ ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน.
ท่าน เจ้ากรมกล่าวว่า ในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายที่เยาวชนไทยจำนวนมากไม่มีโอกาสได้พบเห็นข่าว พระราชกรณียกิจสมเด็จย่า นับจากวันที่พระ องค์ท่านสวรรคต เวลาผ่านมากว่า 14 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่า ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน กอ.รมน.จึงได้จัดกิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น "ตามรอยสมเด็จย่า" ที่จะช่วยเผยแพร่ เรื่องราวและเจตนารมณ์ของพระองค์สู่สาธารณชนได้
การ เดินทางมาตามรอยสมเด็จย่า ณ ประเทศ สวิตฯ เป็นอีกหนึ่งรางวัลที่กอ.รมน. ตั้งใจมอบให้ผู้ชนะหนังสั้นยอดเยี่ยมทั้ง 5 เรื่อง พวกเรามาไกลถึงโลซานเพื่อมาหาจุดเริ่มต้นของวิถีความพอเพียงที่สมเด็จย่าทรง เป็นต้นแบบให้พระโอรสธิดาทั้ง 3 พระองค์ และคนไทยทั้งประเทศ ตอนได้เห็นแฟลตที่ประทับของ สมเด็จย่ารู้ได้ทันทีว่าพระองค์ทรงตั้งมั่นอยู่บนความ พอเพียงจริงๆ
พระองค์ ทรงใส่พระทัยต่อคนรอบข้าง ทรงมีเหตุผลในการเลือกชั้นประทับ เช่น เลือกชั้น 1 แฟลตเลขที่ 16 เพราะกลัวว่าลูกๆ จะไปรบกวนคนอื่น หรือเลือกแฟลตห่างจากตัวเมืองเพราะประหยัดค่าใช้จ่าย
"หลายคน รู้จักและพูดคำว่าพอเพียงอยู่เสมอๆ แต่ไม่เคยได้ลงมือทำ สมเด็จย่าทรงทำโดยที่ไม่ตรัสอะไรเลย พวกเราคนไทยและชาวสวิสมองเห็นความดีงามของพระองค์ผ่านการกระทำ ในฐานะที่เป็นคนไทยรู้สึกภูมิใจ และอิ่มเอมใจที่ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น" พลโทสุรศักดิ์สรุปทิ้งท้าย
หน้า 21
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEl3TURFMU13PT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5TUE9PQ==
วีดีโอคลิป “เวทีสิทธิวิวาทะ: เยาวชนคอการเมือง” | ประชาไท หนังสือพิมพ์ออนไลน์
วีดีโอคลิป “เวทีสิทธิวิวาทะ: เยาวชนคอการเมือง”
Wed, 2010-01-20 16:55
| ประเด็นสนทนา • คิดว่าการเมืองเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไรบ้าง – มีประเด็นสังคมหรือการเมืองใดที่สนใจเป็นพิเศษบ้าง • ช่วยแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เช่น - มีนโยบายใดที่เห็นด้วย หรือ เห็นขัดแย้งบ้าง นโยบายนั้นเป็นตัวสนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อประเด็นทางสังคมที่ท่านสนใจ หรือไม่ - คิดอย่างไรกับ “นโยบายประชานิยม” กับโครงการ “ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง” ช่วยยกตัวอย่าง อธิบายผลได้ผลเสียกับสังคมไทย เช่น ร้องเพลงชาติไทย 76 จังหวัดช่วยสร้างสมานฉันท์จริงหรือ • คิดอย่างไรกับ “ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย” ผู้เข้าร่วมรายการ นายลีโอ เจ๊ะกือลี ผู้ประสานงานเครือข่ายบัณฑิตอาสาพัฒนาชนบทจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายวันเฉลิม ศรีกุตา เยาวชน โรงเรียนอนุกูลนารี จังหวัดกาฬสินธุ์ นายอุทัย อารยาสรรค์สร้าง เยาวชนเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ นางสาวสุลักษณ์ หลำอุบล สมาชิกสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย นางสาวณัศพร วังแก้ว ตัวแทนนักศึกษาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ผู้ดำเนินรายการ คุณสุนี ไชยรส |
http://www.prachatai.com/journal/2010/01/27396?utm_source=feedburner&utm_medium=feed&utm_campaign=Feed%3A+prachatai+%28%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%97+Prachatai.com%29&utm_content=Twitter
ไอซีทีจับมือ5 หน่วยงานวางแนวกำกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาผ่านอินเทอร์เน็ต
นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ปัจจุบันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีปริมาณเพิ่ม มากขึ้น คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้เห็นชอบให้กำหนดยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญา และแผนเร่งรัดการป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาตามที่กรม ทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยมอบหมายให้กระทรวงไอซีทีรับผิดชอบในการเร่งรัดดำเนินการแก้ไขปัญหาการ ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และรายงานความคืบหน้าให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาทราบ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จึงได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานกำกับดูแลและเฝ้าระวัง
การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตขึ้น โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงไอซีที กรมทรัพย์สิน ทางปัญญา
กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย ร่วมเป็นคณะทำงาน และมีนายอาจิน จิรชีพพัฒนา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นประธาน
“คณะทำงานกำกับดูแลฯ ชุดนี้จะประสานการดำเนินงานเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ พร้อมทั้งศึกษา รวบรวมข้อมูล ติดตามและเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็น ประจำทุกเดือน เพื่อรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา อุปสรรคต่างๆ ให้ปลัดกระทรวงไอซีที และคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติทราบเป็นประจำ” นายสือกล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของคณะทำงานกำกับดูแลฯ นั้น ได้แก่ การวางแนวทางและกำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
ในเรื่องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต การประสานขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการแก้ไข
ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
นอกจากนั้นคณะทำงานกำกับดูแลฯ ยังได้มีมติเสนอให้คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเพิ่มหลักเกณฑ์ในการออก
ใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการต้องติดตั้งอุปกรณ์ดักจับข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หรือ Sniffer ไว้ที่เกตเวย์ด้วย ซึ่ง Sniffer
คือ โปรแกรมที่ใช้ดักอ่านข้อมูลที่วิ่งไป-มาบนระบบเน็ตเวิร์ค หรือ Traffic โดย Sniffer นี้จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อกับ
เครือข่ายคอมพิวเตอร์และคอยดักฟังข้อมูลในเครือข่าย เพื่อนำมาวิเคราะห์หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการนำข้อมูล
ไปใช้ประโยชน์ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวในทางกฎหมายต้องดูเจตนาของการกระทำเป็นหลัก หากเป็นการกระทำโดย
มิชอบนั้นถือเป็นความผิดตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550
อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว ทางคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติได้แจ้งว่าจะเสนอเข้าสู่
การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ก่อน ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการโครงการความร่วมมือจัดตั้ง
ศูนย์รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติในการพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไป
http://www.thannews.th.com/index.php?option=com_content&view=article&id=19658:5-&catid=176:2009-06-25-09-26-02&Itemid=524