สวิส-เยอรมนี งามอย่างสงบ
จีรณัฐ จงประสพมงคล เรื่อง/ภาพ
ทำ ให้คณะเดินทาง ซึ่งนำโดย พลโทสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือน/ ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน. ได้เดินทางเยี่ยมชมอีกหลายเมือง
สนามบินซูริกในยามเช้าตรู่ อุณหภูมิอากาศ -3 องศา หลังจากพิธีการตรวจคนเข้าเมือง นาฬิกาข้อมือบอกเวลาท้องถิ่นสวิตฯ 07.15 น. หันซ้ายแลขวาไม่เห็นพระอาทิตย์สักดวง ไกด์ที่น่ารักบอกว่า ฤดูหนาวที่สวิตฯ พระอาทิตย์ขึ้นเร็วสุดก็ 8 โมงครึ่ง
รถโค้ชแล่นออกจากสนามบินซูริก มุ่งสู่เมืองอินเตอร์ลาเกน ระยะทาง 129 ก.ม. เมืองที่เปรียบเสมือนชุมทางสู่แหล่งท่องเที่ยวหลักของสวิตฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามระหว่างทะเลสาบตุนน์ (Thuner Lake) และทะเลสาบเบรียนซ์ (Brienzer Lake)
ตลอดสองข้างทางเป็นบ้านเรือน สไตล์ชาเลต์ ร่องรอยหิมะที่จับตัวเป็นน้ำแข็งเกาะกิ่งไม้ใบหญ้าและหลังคาบ้าน เทือกเขาในระยะไกลๆ ขาวโพลนให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนัง "นาร์เนีย"
บรรยากาศ ค่อนข้างสงบ เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุด ชาวสวิสจึงใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน หรือไม่ก็ออกมาเล่นสกีตามภูเขาต่างๆ ผู้คนที่เห็นเดินชมเมืองส่วนใหญ่จึงเป็นนักท่องเที่ยวแทบทั้งหมด
กิน ลม(หนาว)ชมหิมะเรียกน้ำย่อยแล้ว เดินทางกันต่อ จุดมุ่งหมายต่อไปคือเมืองเบิร์น เมืองหลวงของสวิตฯ ศูนย์กลางทางการเมือง-การปกครองของประเทศ เมืองที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดี ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็น "เมืองมรดกทางวัฒนธรรมของโลก"
เข้า ชม "บ่อหมีสีน้ำตาล" หรือ "เบเร็นกราเบ็น" สัญลักษณ์ของกรุงเบิร์น สถานที่รำลึกถึงดยุกแห่งเบิร์ต โทลต์ที่ 5 แห่งชาริงเกน ที่รอดชีวิตจากการถูกหมีกัดเมื่อครั้งไปล่าสัตว์ป่า บ่อหมีเดิมถูกประชาชนร้องเรียนว่าพื้นที่มีจำกัด จึงย้ายไปอยู่ข้างๆ ติดกับแม่น้ำอาเร่ (Aare River)
จากนั้นไปชมความงามของโบสถ์ Heiliggeistkirche โบสถ์โปรเตสแตนต์ที่สวยที่สุดของสวิตฯ หอนาฬิกาไซท์กล็อกเค่นทาร์ม ที่มีอายุถึง 800 ปี และทุกชั่วโมง เมื่อนาฬิกาตีครบเวลาจะมีโชว์น่ารักๆ ออกมาให้นักท่องเที่ยวได้อมยิ้ม
ถนน สายสำคัญกลางเมืองที่จะมีน้ำพุทั้งหมด 100 กว่าบ่อ ประดับไปทั่วเมือง ซึ่งแต่ละบ่อจะมีสัญลักษณ์รูปปั้นแตกต่างกันไป จนได้รับการขนานนามว่า City of Fountains
จากเบิร์น ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีเข้าสู่เมืองโลซาน ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งทะเลสาบเลอมอง หรือที่เรียกกันติดปากว่าทะเลสาบเจนีวา โดยมีเทือกเขาแอลป์สูงตระหง่านเป็นฉากหลัง
โลซานเป็นเมืองแห่งการโรงแรมของสวิตฯ ศูนย์กลางการศึกษาและการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในทวีปยุโรป
อีก ทั้งยังเป็นเมืองที่คนไทยรู้จักดี เนื่องจากสมเด็จย่าประทับพักผ่อนในยามฤดูร้อน รวมถึงสมเด็จพระพี่นางฯ ในหลวงรัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เคยประทับเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ และทรงสำเร็จการศึกษาจากเมืองนี้
3 คืนกับ 4 วันที่เมืองโลซาน หมดไปอย่างคุ้มค่า กับการเรียนรู้และสัมผัสชีวิต ด้วยการเดินทางไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ เมื่อครั้งประทับอยู่ที่นี่
อาทิ แฟลตเลขที่ 16 แฟลตเลขที่ 19 พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ฯลฯ ในทุกสถานที่แม้เวลาผ่านไปหลายสิบปีแต่ยังคงความงดงามและสะท้อนให้เห็นความ พอเพียงได้อย่างเข้าถึงจิตใจ
วันหยุดและวันทำงานปกติของโล ซานกลับมาใช้ชีวิตแบบปกติ สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือความเงียบสงบ เรียบง่าย ทำให้ตระหนักเข้าใจได้ว่า ทำไม สมเด็จย่าจึงทรงเลือกโลซาน เป็นเมืองประทับพักผ่อน
มาถึงสวิตฯ ทั้งทีไม่พูดเรื่อง "อากาศ" คงไม่ได้ เพราะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองติดอันดับอากาศดีที่สุดในโลก ฉะนั้นคณะเดินทางจึงไม่พลาดที่จะตักตวงอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด
สวิ ตฯในช่วงคริสต์มาส วันแรกที่มาถึงแม้อุณหภูมิติดลบ แต่ยังคงมีแดด ตกเย็นฝนตกลงมา ไกด์ให้กำลังใจว่าพวกเราอาจจะโชคดี ถ้าสายฝนนี้จะกลายเป็นหิมะแทน
ไม่ทันขาดคำ หยดน้ำใสๆ บนกระจกหน้ารถโค้ชกลายเป็นละอองสีขาว งานนี้เลยได้ภาพโรแมนติกกลับไปอวดคนที่เมืองไทยหลายใบ
หลัง จากนั่งรถโค้ชอยู่หลายวัน เปลี่ยนบรรยากาศนั่งรถไฟไปยังเมืองเจนีวา ใช้เวลาจากสถานีรถไฟโลซานประมาณ 33 นาที (เป๊ะมากๆ) ก็ถึงที่หมาย
เจ นีวา เป็น "พันธรัฐ" หรือ Canton ที่เล็กที่สุดของสวิตฯ จากจำนวนพันธรัฐหรือ Canton ต่างๆ 26 พันธรัฐ ซึ่งอยู่ภายใต้รัฐบาลกลางเรียกว่า สมาพันธรัฐ (Confederation)
ตั้ง อยู่บริเวณตอนปลายแหลมของทะเลสาบเจนีวา ว่ากันว่าเป็น พันธรัฐสวิตฯ ที่แทบจะไม่มีอะไรเป็นสวิตฯเลย นอกจากนโยบายต่างประเทศและศาสนา
เจนี วายังได้รับสมญาว่าเมืองหลวงแห่งสันติภาพของโลก เนื่องจากเป็นที่ตั้งขององค์การสหประชาชาติ (UN) ธนาคารจำนวนมาก และองค์การนานาชาติต่างๆ
ด้านหน้าองค์การสหประชาชาติ มี เก้าอี้ขาหัก (Broken Chair) สัญลักษณ์ที่แสดงถึงการต่อต้านทุ่นระเบิด ที่ส่งผลให้คนไม่รู้อีโหน่ อีเหน่ต้องมารับเคราะห์ไปด้วย
จากนั้น นั่งรถชื่นชมบรรยากาศอันงดงามริมทะเลสาบเจนีวา และ น้ำพุจรวดเจตโด (Jet d"Eau) สัญลักษณ์ของเมืองเจนีวา มีความสูงถึง 390 ฟุต น้ำพุเจตโดจะส่งน้ำครั้งละ 500 ลิตร/วินาที ขึ้นไปพุ่งกระจายบนอากาศที่ความสูง 140 เมตร ด้วยความเร็ว 200 ก.ม./ช.ม.
ปิดฉากการชมสวิตฯ ที่น้ำตกไรน์ เมืองชาฟฟ์เฮาเซน (Schaffhausen) ที่ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเคยเสด็จประพาส
ข้าม แดนสู่ประเทศเยอรมนีโดยทางรถ ระยะทางประมาณ 295 ก.ม. เข้าเขต ป่าดำ หรือ แบล็ก ฟอเรสต์ เขตท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดคือเมืองทิทิเซ่ เมืองพักผ่อนตากอากาศที่แสนสงบ
ทะเลสาบทิทิเซ่ โอบล้อมด้วยขุนเขาและป่าสน สินค้าขึ้นชื่อของทะเลสาบแห่งป่าดำนี้คือ นาฬิกากุ๊กกู ทำจากไม้แกะสลักและถ่วงด้วยตุ้มน้ำหนัก มีให้เลือกหลายรูปแบบ
จุด หมายต่อมาคือ บาเดน บาเดน เมืองแห่งน้ำพุร้อน มีชื่อเสียงในเรื่องสปาซึ่งมีมาหลายร้อยปี เป็นแหล่งกำเนิดของสปาการแพทย์ ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใช้สปารักษาพระวรกายที่นี่
อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ บิล คลินตัน เคยพูดติดตลกถึงเมืองนี้ว่า"บาเดนเป็นเมืองที่วิเศษมาก ทำให้เราต้องพูดซ้ำถึงสองครั้งว่า บาเดน บาเดน"
จากบาเดน บาเดน ไปยังเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ภารกิจ "ตามรอยสมเด็จย่า" ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ลุล่วงตามเป้าหมาย
เป็น บทเรียนชีวิตที่คุ้มค่า ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันชีวิตของคนไทย พสกนิกรชาวไทยทุกคน ที่ได้มีโอกาสศึกษาพระราชประวัติ พระจริยาวัตร ที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จย่า
ความภูมิใจของ"กอ.รมน."
หัวเรือใหญ่ในการนำคณะเดินทางทัศนศึกษาเชิงประวัติศาสตร์ "ตามรอยสมเด็จย่า จากชุมชนวัดอนงค์สู่วังสระปทุม" ภายใต้โครงการคิดอย่างยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยกอ.รมน. คือ พลโทสุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือน/ ผู้อำนวยการสำนักกิจการมวลชนและสารนิเทศ กอ.รมน.
ท่าน เจ้ากรมกล่าวว่า ในปัจจุบันเป็นที่น่าเสียดายที่เยาวชนไทยจำนวนมากไม่มีโอกาสได้พบเห็นข่าว พระราชกรณียกิจสมเด็จย่า นับจากวันที่พระ องค์ท่านสวรรคต เวลาผ่านมากว่า 14 ปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมเยาวชนคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ถึงพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจของสมเด็จย่า ทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน กอ.รมน.จึงได้จัดกิจกรรมประกวดภาพยนตร์สั้น "ตามรอยสมเด็จย่า" ที่จะช่วยเผยแพร่ เรื่องราวและเจตนารมณ์ของพระองค์สู่สาธารณชนได้
การ เดินทางมาตามรอยสมเด็จย่า ณ ประเทศ สวิตฯ เป็นอีกหนึ่งรางวัลที่กอ.รมน. ตั้งใจมอบให้ผู้ชนะหนังสั้นยอดเยี่ยมทั้ง 5 เรื่อง พวกเรามาไกลถึงโลซานเพื่อมาหาจุดเริ่มต้นของวิถีความพอเพียงที่สมเด็จย่าทรง เป็นต้นแบบให้พระโอรสธิดาทั้ง 3 พระองค์ และคนไทยทั้งประเทศ ตอนได้เห็นแฟลตที่ประทับของ สมเด็จย่ารู้ได้ทันทีว่าพระองค์ทรงตั้งมั่นอยู่บนความ พอเพียงจริงๆ
พระองค์ ทรงใส่พระทัยต่อคนรอบข้าง ทรงมีเหตุผลในการเลือกชั้นประทับ เช่น เลือกชั้น 1 แฟลตเลขที่ 16 เพราะกลัวว่าลูกๆ จะไปรบกวนคนอื่น หรือเลือกแฟลตห่างจากตัวเมืองเพราะประหยัดค่าใช้จ่าย
"หลายคน รู้จักและพูดคำว่าพอเพียงอยู่เสมอๆ แต่ไม่เคยได้ลงมือทำ สมเด็จย่าทรงทำโดยที่ไม่ตรัสอะไรเลย พวกเราคนไทยและชาวสวิสมองเห็นความดีงามของพระองค์ผ่านการกระทำ ในฐานะที่เป็นคนไทยรู้สึกภูมิใจ และอิ่มเอมใจที่ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น" พลโทสุรศักดิ์สรุปทิ้งท้าย
หน้า 21
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamIyd3dNVEl3TURFMU13PT0=§ionid=TURNd013PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5TUE9PQ==
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น