MusicPlaylistView Profile
Create a playlist at MixPod.com

วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เปิดผลสอบชุดหมอบรรลุ น้ำขึ้นให้รีบตัก (ตอน 1) การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.)

 

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552 เวลา 09:08:41 น.  มติชนออนไลน์

เปิดผลสอบชุดหมอบรรลุ น้ำขึ้นให้รีบตัก (ตอน 1)

หมาย เหตุ - เมื่อวันที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมา คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็ง ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี นำเอกสารรายงานผลการสอบสวนเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล "มติชน" จึงได้คัดย่อสาระสำคัญในรายงานมานำเสนอเป็นตอนต่อเนื่อง เพื่อเป็นข้อมูลประกอบสำหรับผู้อ่านที่สนใจและติดตามในประเด็นดังกล่าว ดังนี้

 

ผลการพิจารณา แยกเป็น 2 ส่วน คือ 1.สำนักงานปลัด สธ. 2.กรมการแพทย์

สำนักงานปลัด สธ. พบความผิดปกติ ประกอบด้วย 4 ประเด็น คือ

 

1.สิ่งก่อสร้าง

 

-การบริหารจัดการ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ไม่มีกระบวนการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ไม่มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และหลักเกณฑ์ตามที่ควร และไม่มีคณะกรรมการ/คณะอนุกรรมการ ที่จำเป็นเพื่อพิจารณากลั่นกรองโครงการให้เป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ และหลักเกณฑ์ ปล่อยให้มีการดำเนินการตามอำเภอใจ ในลักษณะ "มือใครยาวสาวได้สาวเอา" หรือในลักษณะ "น้ำขึ้นให้รีบตัก" และมีการแทรกแซงจากทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูงโดยมิชอบ

 

-ผลการจัดสรรเป็นไปอย่างไม่เหมาะสม ไม่ส่งเสริมให้เกิดการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ไม่สามารถแก้ปัญหาของระบบบริการทั้งในปัจจุบันและในอนาคต หลายแห่งได้รับงบประมาณเกินความจำเป็นในขณะที่หน่วยงานที่ขาดแคลนไม่ได้รับ งบประมาณ ซึ่งจะส่งผลทำให้เพิ่มปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหา หลายแห่งจะได้อาคารที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และเป็นภาระแก่การบำรุงรักษา ขณะที่หลายแห่งไม่ได้รับอาคารที่จำเป็น

 

-ราคาสิ่งก่อสร้างที่กำหนดไว้ มีจำนวนมากที่สูงเกินความเป็นจริงไปมาก โดยน่าสงสัยว่าหน่วยงานและบุคคลที่มีหน้าที่ในการกำหนดราคา จะดำเนินการโดยไม่ถูกต้องและไม่สุจริต เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

 

-มีการแทรกแซงการดำเนินการโดยผู้มีอำนาจ ดังกรณีตัวอย่างใน จ.ราชบุรี

 

-ความบกพร่อง ผิดพลาดที่เกิดขึ้น น่าจะเกิดจากการขาดความรู้ความสามารถ การขาดความเอาใจใส่ เจตนาปล่อยปละละเลย เพื่อเปิดทางให้มีการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบทั้งในการดึงงบประมาณลงพื้นที่ และการตั้งราคาไว้สูงเกินสมควร

 

-มีผู้สมควรต้องรับผิดชอบกับความบกพร่อง ผิดพลาดและการดำเนินการที่ไม่สุจริต เปิดทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ ดังนี้ อดีตปลัด สธ. (นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์) อดีตรองปลัด สธ. (พญ.ศิริพร กัญชนะ) ได้รับมอบหมายโดยตรงให้รับผิดชอบโครงการ ปลัด สธ. (นพ.ไพจิตร์ วราชิต) รับมอบหมายให้กำกับดูแลสำนักบริหารสาธารณสุขภูมิภาค (สบภ.) สมัยเป็นรองปลัด สธ. นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ. ผอ.กองแบบแผน สำนักงานปลัด สธ.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ซึ่งมีหน้าที่กำหนดราคากลาง และกำหนดราคากลางที่สูงเกินสมควรมาก ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ซึ่งมีหน้าที่กลั่นกรองตรวจสอบโครงการก่อนเสนอผู้มีอำนาจลงนามถึงสำนักงบ ประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายมานิต นพอมรบดี) ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงการดำเนินงานและโยกย้ายข้าราชการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายวิทยา แก้วภราดัย) ไม่อาจปัดความรับผิดชอบในความผิดพลาด

 

2.ครุภัณฑ์การแพทย์ มี 12 รายการ ได้แก่

 

-เครื่องตรวจสารชีวเคมีในเลือด (Automate Blood Chemistry) และเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติ เป็นครุภัณฑ์การแพทย์ที่ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ เพราะบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือนี้ จะนำเครื่องมือไปติดตั้งไว้ในโรงพยาบาลโดยไม่คิดมูลค่า แต่มีบริษัทไปติดต่อโรงพยาบาลต่างๆ ให้ทำคำของบประมาณโดยส่งสเปคให้ และบางโรงพยาบาลถูกเร่งรัดข่มขู่ให้จัดทำคำขอ บริษัทดังกล่าวคือบริษัท Imed มีผู้ถือหุ้นรายหนึ่งคือ นพ.เศรษฐพันธ์ อัตถากรวัฒน์ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ผอ.สบภ.ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบจัดทำคำของบประมาณครุภัณฑ์การแพทย์ทั้งหมด กว่า 7,000 รายการ

 

-เครื่องช่วยหายใจ มีการจัดสรรเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ และไม่ตรงกับความต้องการ เช่น รพ.ป่าโมก รพ.โพธิ์ทอง รพ.ไชโย และ รพ.แสวงหา จ.อ่างทอง ไม่มีอายุรแพทย์ แต่ได้รับจัดสรรเครื่องช่วยหายใจชนิดวัดความจุปอดได้ ส่วน รพ.สมเด็จพระยุพราชเชียงของ ต้องการเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพราะไฟฟ้าดับบ่อย แต่ไม่ได้ กลับได้เครื่องช่วยหายใจแบบหย่าเครื่องอัตโนมัติแทน รพ.สกลนคร ต้องการเครื่องช่วยหายใจชนิดธรรมดา 6 เครื่อง แต่กลับได้ชนิดวัดความจุปอด 3 เครื่อง ทำให้เปิดไอซียูเพิ่มอีก 6 เตียงไม่ได้

 

-เครื่องดมยาสลบ มีการจัดสรรเครื่องที่มีระบบการทำงานสูงเกินความจำเป็น ทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ เช่น รพ.สมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย จ.เลย รพ.สมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ รพ.สมเด็จพระยุพราชยะหา จ.ยะลา รพ.สมเด็จพระยุพราชนครไทย จ.พิษณุโลก รพ.หลังสวน จ.ชุมพร, รพ.พาน จ.เชียงราย ได้รับจัดสรรเครื่องแบบมีระบบวัดความลึกของการสลบ (BIS Monitor) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็น แต่ทำให้ราคาแพงเกินเหตุ บางโรงพยาบาล เช่น รพ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี รพ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานี รพ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้รับเครื่องดมยาสลบแบบมีเครื่องบันทึกการใช้ยาของวิสัญญีแพทย์ (Electronic Charting) ซึ่งโดยทั่วไปไม่มีความจำเป็นและทำให้ราคาแพงโดยใช่เหตุ

 

-เครื่องควบคุมการทำงานของหัวใจกลาง (Central Monitor) มีการจัดทำคำของบประมาณในราคาแพงเกินสมควร และแตกต่างกันมาก 3-10 ล้านบาท และมีการระบุข้อความที่เข้าข่ายเป็นการล็อคสเปคเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ บริษัทที่ครองตลาดอยู่เดิม คือข้อความว่าต้อง "เชื่อมต่อกับระบบเดิมได้"

 

-เครื่องเอ็กซเรย์เต้านม (Mammogram) มีการจัดสรรเครื่องแบบดิจิตอล ในราคาแตกต่างกันมาก 17-28 ล้านบาท เครื่องแบบดังกล่าวราคาแพงกว่าแบบฟิล์ม 3-5.6 เท่า โดยที่คณะทำงานด้านบริการป้องกันโรคของสหรัฐมีคำแนะนำว่าเครื่องทั้ง 2 แบบ ให้ผลลัพธ์การทำงานไม่แตกต่างกัน เพราะแบบดิจิตอลที่มีราคาแพงมาก ไม่มีผลต่อการลดอัตราตายจากโรคมะเร็งเต้านม

 

-เครื่องสลายนิ่ว ไม่มีความจำเป็นต้องจัดซื้อ

 

-เครื่องพ่นยุงติดรถยนต์ มีการเขียนโครงการจัดซื้อในลักษณะเร่งรัดผิดสังเกต โดยกำหนดสเปคที่อาจไม่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ และตั้งราคาสูงเกินสมควร บริษัทจำหน่ายเครื่องเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับ รมช.สธ.

 

-เครื่องทำลายเชื้อด้วยระบบแสงอัลตราไวโอเลตระบบปิด (ยูวี-แฟน) มีการจัดสรรให้ รพ.ชุมชนแห่งละ 1 เครื่อง รวม 800 เครื่อง ในราคาสูงเกินสมควร มีผู้เกี่ยวข้องในการสั่งการมาก

 

-รถปิคอัพดับเบิลแค็บ 320 คัน ราคาแพงเกินสมควร คันละ 1.72 แสนบาท และรถปิคอัพแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อีก 42 คัน ซึ่งแพงเกินสมควรคันละ 1 แสนบาท รวมมูลค่าที่แพงเกินสมควร 59.24 ล้านบาท

 

-รถพยาบาล มีความพยายาม "ฮั้ว" ซึ่งหากฮั้วสำเร็จจะทำให้รัฐสูญเสียงบประมาณคันละ 1 แสนบาท รวม 800 คัน มูลค่า 80 ล้านบาท โดยอาจมีการลดคุณภาพอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ประจำรถ ซึ่งเป็นการไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย

 

-ยูนิตทำฟัน 400 เครื่อง จากสถาบันพระบรมราชชนก ราคายูนิตละ 6 แสนบาท เทียบกับที่จัดสรรให้สถาบันทันตกรรม กรมการแพทย์ ยูนิตละ 415,000 บาท จึงแพงกว่ายูนิตละ 185,000 บาท รวมแพงเกินสมควร 74 ล้านบาท

ครุภัณฑ์ทั้ง 12 รายการ หากมีการทบทวนจะประหยัดงบประมาณได้ 719.74 ล้านบาท และป้องกันการสูญเสียในอนาคตได้ 645-1,308 ล้านบาท

 

3.รถพยาบาล

 

-มีการเสนอของบประมาณเพื่อจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ในโครงการไทยเข้มแข็งจริง

 

-น่าเชื่อว่ามีการไปร่วมกินอาหารเย็นกันที่ภัตตาคารไดแนสตี้ในโรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 จริง โดยผู้ร่วมกินอาหาร ประกอบด้วย ผู้ประกอบการรถพยาบาลรายใหญ่ในประเทศไทย ทั้ง 2 ราย (บริษัท พูลภัณฑ์พัฒนา จำกัด 2 คน และบริษัท สุพรีม โปรดักส์ จำกัด 2 คน) นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ที่ปรึกษา รมช.สธ. นายมานิต นพอมรบดี รมช. และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู เลขานุการ รมว.สธ.

 

-น่าเชื่อว่าในการกินอาหารในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว มีความพยายามในการเจรจาให้มีการฮั้วกันเรื่องการจัดซื้อรถพยาบาลจริงด้วย

 

เหตุผลดังนี้

 

1.แม้คำให้การของผู้บริหารระดับสูงของ สธ.จะเป็นเพียง "พยานบอกเล่า" แต่เนื้อหาสาระสำคัญตรงกันกับคำบอกเล่าของพยานในเหตุการณ์จริงทุกประการ ทั้งเรื่องชื่อบริษัทรถที่มีการไปขอล็อคโควต้า ชื่อล็อบบี้ยิสต์ที่ทำหน้าที่เจรจา วิธีการฮั้ว จำนวนเงินผลประโยชน์ต่อคันที่ขอ และการแจ้งว่าถ้าไม่ร่วม "ฮั้ว" ก็จะไม่มีโอกาสได้งานนี้ เป็นต้น

 

2. นางศิริวรรณ ยอมรับว่าได้ไปพบปะ รมช.สธ.ในห้องอาหารดังกล่าว ในวันเวลาดังกล่าวจริง

 

3. นายมานิต ยอมรับว่าได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าว ในวัน-เวลา ตามข่าวจริง และได้พบกับนางศิริวรรณจริง แม้จะอ้างว่าไปพบเพื่อนเก่าชื่อนายวิจิตร และไม่ได้พบนายสุทธิชัย ธรรมประมวล ก็ไม่น่าเชื่อ เพราะอ้างว่านายวิจิตร ไปขอพบถึงหน้าห้อง แต่ไม่ได้ให้เข้าพบ และได้นัดพบตอนเย็นหลังเลิกงานแทน โดยที่นายมานิตย้ำว่า ปกติตนจะกลับพื้นที่ราชบุรีเป็นประจำทุกวัน เว้นเฉพาะเมื่อมีภารกิจจำเป็น เมื่อเพื่อนเก่ามาขอพบถึงหน้าห้องกลับไม่ให้เข้าพบ แต่นัดให้ไปพบตอนเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่ตนจะกลับราชบุรี การที่ต้องเดินทางไปที่โรงแรมเซนทารา ลาดพร้าวเวลาหัวค่ำ ย่อมต้องเสียเวลามาก เพราะบริเวณนั้นรถติดมาก เมื่อไปพบก็อ้างว่าพบกันเพียง 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งผิดวิสัย สำหรับนายสุทธิชัย ธรรมประมวล นายมานิต รับว่าเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เพราะเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ในคณะและแผนกเดียวกัน เมื่อเรียนจบยังมาทำงานด้วยกันและมีที่ทำการบริษัทอยู่สถานที่เดียวกัน เมื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรี ก็ได้แต่งตั้งให้นายสุทธิชัย ธรรมประมวล เป็นที่ปรึกษา แต่น่าแปลกที่มอบหมายงานทางการแพทย์และสาธารณสุขซึ่งนายสุทธิชัยไม่มีความ รู้ความชำนาญให้ทำ คือ เรื่องวัคซีนไข้สมองอักเสบ เจอี และเรื่องโรคชิคุนกุนยา

 

4.นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ยอมรับว่าสนิทสนมกับนายมานิต เพราะเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อเรียนจบก็มาตั้งบริษัทรับเหมาด้วยกัน และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา เมื่อนายมานิตได้รับแต่งตั้งเป็น รมช.สธ.โดยได้รับให้คำปรึกษาเรื่องโรคชิคุนกุนยา และเรื่องการก่อสร้างอาคารในบริเวณที่มีแผ่นดินไหวซึ่งตนเป็นวิศวกร แต่ไม่ระบุว่าที่กระทรวงหรือหน่วยงานอื่นมีการพิจารณาเรื่องอาคารสำหรับ บริเวณที่มีแผ่นดินไหวในประเทศไทยหรือไม่ นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ยืนยันว่าตนไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้เมื่อเย็นวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 อย่างไรก็ดี

 

นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ยอมรับว่าในวันดังกล่าว นายวิจิตรซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ไปหาตนที่กระทรวงสาธารณสุข ช่วง 09.00-11.00 น. ได้พบตน แต่ไม่ได้พบนายมานิตโดยอ้างว่านายมานิตไม่อยู่ ซึ่งขัดแย้งกับคำให้การของนายมานิต และนายสุทธิชัย ธรรมประมวล ยังยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับนางศิริวรรณเลย ทั้งๆ ที่ห้องที่ปรึกษาที่ตนเข้าไปทำงานเป็นประจำกับห้องทำงานของนางศิริวรรณอยู่ ใกล้ๆ กัน กรณีที่อ้างว่า ทีมงานของรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย "เกาเหลา" กัน ก็ขัดต่อข้อเท็จจริงที่นางศิริวรรณได้ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการว่าตนได้ไปที่ โรงแรมเซนทารา และเมื่อทราบว่ารัฐมนตรีช่วยกินอาหารอยู่ที่ภัตตาคารไดแนสตี้ยังได้ขึ้นไปพบ และร่วมกินอาหารด้วย รวมทั้งเมื่อมีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับเรื่องนี้มีการระบุชื่อย่อผู้เกี่ยวข้อง มีอักษร "ส" อยู่ด้วย นายสุทธิชัย ธรรมประมวล ก็เฉยๆ คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า

 

คำให้การของนายสุทธิชัย ธรรมประมวล มีพิรุธ ไม่น่าเชื่อโดยเฉพาะเรื่องนายวิจิตรกับนายมานิต และเรื่องที่ไม่รู้จักกับนางศิริวรรณ คณะกรรมการไม่แปลกใจที่นายสุทธิชัย ธรรมประมวล จะให้การว่าไม่ได้ไปที่ภัตตาคารไดแนสตี้ เมื่อเย็นวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2552 สอดคล้องกับคำให้การของนายมานิต ซึ่งก็ให้การว่าไม่พบนายสุทธิชัย ธรรมประมวล ในห้องอาหารที่ภัตตาคารไดแนสตี้มีข้อสังเกต ว่าเมื่อคณะกรรมการได้เรียกนายสุทธิชัยมาให้ถ้อยคำครั้งแรก เพื่อให้ไม่มีเวลาซักซ้อมกับนายมานิต นายสุทธิชัย ธรรมประมวล อ้างติดภารกิจในต่างจังหวัด และได้ขอไปให้ถ้อยคำในวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ.2552 แทน ซึ่งเหตุผลความจำเป็นเรื่องติดภารกิจไปปลูกต้นไม้ น่าจะไม่ใช่เหตุผลสมควร

 

สรุปแล้ว คณะกรรมการเชื่อว่า มีความพยายามดำเนินการเพื่อให้มีการ "ฮั้ว" การจัดซื้อรถพยาบาล 800 คัน ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งจริง โดยมีการขอผลประโยชน์ คันละ 1 แสนบาท ซึ่งตรงกับการขอปรับราคารถพยาบาลที่เคยจัดซื้อได้เดิมคันละ 1.7 ล้านบาท เป็นคันละ 1.8 ล้านบาท ซึ่งหากไม่มีเรื่องราวปรากฏเป็นข่าว ก็อาจมีการ "ฮั้ว" สำเร็จ และวงเงินผลประโยชน์ในรายการนี้ก็สูงถึง 80 ล้านบาท

 

4.เครื่องยูวี-แฟน

 

-การของบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรจากส่วนกลางจริง โดยไม่มีคำขอจากหน่วยงานผู้ใช้

 

-การจัดสรรงบประมาณรายการเครื่องยูวี-แฟน เป็นการจัดสรรที่ผิดหลักเกณฑ์ เพราะราคาต่อหน่วยเพียง 40,000 บาท ขณะที่หลักเกณฑ์กำหนดว่าครุภัณฑ์การแพทย์สำหรับบริการทุติยภูมิให้มีราคา ตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป ครุภัณฑ์ราคา 40,000 บาทโรงพยาบาลต่างๆ สามารถใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลจัดซื้อได้เอง

 

-มีการเร่งรัดให้หน่วยงานดำเนินการจัดซื้อจริง ที่ จ.สงขลา โดยจังหวัดสั่งการให้ดำเนินการ "ด่วนที่สุด" โดยใช้สเปคของบริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย จำกัดจริง ซึ่งสเปคดังกล่าวมีความบกพร่องและมีลักษณะเป็นการล็อคสเปคให้แก่สินค้าของ บริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย

 

-มีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการสั่งการให้บรรจุรายการเครื่องยูวี-แฟน เข้าในโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ดังนี้

 

1. นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ได้จัดทำเอกสาร "สรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการของบประมาณเครื่องฆ่าเชื้อด้วยแสงอัลตรา ไวโอเลต" หลังปรากฏเป็นข่าวครึกโครมแล้ว เอกสารดังกล่าวน่าเชื่อถือ เพราะ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ได้ประชุมสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใน สบภ.และได้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วก่อนเผยแพร่ สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

 

-นพ.กฤษ ดา มนูญวงษ์ ที่ปรึกษา รมว.สธ.เป็นผู้นำโครงการจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนไปมอบให้ แต่ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร  แจ้งว่าจะบรรจุรายการดังกล่าวได้ต้องเป็นการสั่งการจากปลัด สธ.หรือรองปลัด สธ.ที่ได้รับมอบหมาย

 

-พญ.ศิริพร กัญชนะ รองปลัด สธ. ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง ได้สั่งการให้บรรจุรายการดังกล่าวเข้าโครงการไทยเข้มแข็ง ต่อมารายการดังกล่าวถูกตัดออก เพื่อนำยอดงบประมาณรายการนี้ไปจัดสรรให้โครงการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของ จ.ระยอง พญ.ศิริพร กัญชนะ ตรวจพบจึงได้สั่งการโดยตรงกับนางจุฑารัตน์ มากคงแก้ว เจ้าหน้าที่ใน สบภ. ให้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่

 

-นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัด สธ. ได้เป็นผู้ติดตามการบรรจุครุภัณฑ์รายการนี้กับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร และเมื่อหัวหน้าฝ่ายแผนของ สบภ.คือนางศุภรดา รอดอาตม์ ได้ทักท้วงกับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ว่าผิดหลักเกณฑ์ นพ.สุชาติเลาบริพัตร ได้ต่อโทรศัพท์ให้คุยกับ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์โดยตรง หลังจากพูดโทรศัพท์แล้วนางศุภรดารอดอาตม์ก็มิได้ทักท้วงเรื่องนี้อีก

 

คณะกรรมการพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่าสาระสำคัญตามที่ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร สรุปเกี่ยวกับผู้สั่งการให้บรรจุยูวี-แฟนในโครงการไทยเข้มแข็งน่า จะเป็นความจริงด้วยเหตุผลดังนี้

 

ก. นอกจากความน่าเชื่อถือในกระบวนการจัดทำเอกสารแล้วเอกสารของ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร สื่อมวลชนได้นำไปลงข่าวเผยแพร่อย่างกว้างขวาง ย่อมกระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลทั้งสามคือ นพ.กฤษดา มนูญวงษ์ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ และ พญ.ศิริพร กัญชนะ อย่างมาก แต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลออกมาปฏิเสธ หรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง โดยเฉพาะ นพ.กฤษดา และ พญ.ศิริพร กัญชนะ รับว่าไม่เคยสอบถามหรือต่อว่า นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ทั้งๆ ที่รู้จักกันดี รวมทั้งเมื่อคณะกรรมการสอบถามว่าจะให้มาให้ถ้อยคำต่อหน้า นพ.สุชาติ เลาบริพัตร บุคคลทั้งสองก็ปฏิเสธ และรับว่าไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองใดๆ กับ นพ.สุชาติมาก่อน สำหรับ นพ.ปราชญ์ รับว่าเป็นผู้รับ นพ.สุชาติ เลาบริพัตร กลับเข้ารับราชการเอง และมอบให้ทำหน้าที่สำคัญคือ ผอ.สบภ. และรับว่าได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนางศุภรดา เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมจริง

ข. พยานปากสำคัญคือ นางจุฑารัตน์ มากคงแก้ว ให้การยืนยันการสั่งการของ พญ.ศิริพรให้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่ ซึ่งการสั่งการดังกล่าวเป็นการสั่งการล้วงลึกถึงตัวเจ้าหน้าที่ และเป็นการสั่งการข้ามสายงาน เพราะ พญ.ศิริพรไม่ได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล สบภ. โดย พญ.ศิริพรรับว่าไม่เคยมีเรื่องโกรธเคืองใดๆ กับนางจุฑารัตน์มาก่อน นอกจากนี้ นางจิราภรณ์ สิงหเสนี เจ้าหน้าที่ใน สบภ.ก็ยืนยันว่า เป็นผู้บรรจุรายการนี้กลับเข้าไปใหม่ โดยต้องตัดรายการที่มียอดงบประมาณเท่ากันออกไป และเป็นการดำเนินการตามการสั่งการของนางศุภรดา รอดอาตม์ ซึ่งเป็นหัวหน้าของตน

 

-นพ.สุชาติ เลาบริพัตร ได้มีบันทึกข้อความ ลงวันที่ 29 กันยายน พ.ศ.2550 ถึง ผอ.สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ ระบุชัดเจนว่า "รมว.สธ.มีนโยบายให้การบรรจุรายการครุภัณฑ์เครื่องทำลายเชื้อโรคด้วยระบบแสง อัลตราไวโอเลตระบบปิด สำหรับโรงพยาบาลชุมชน ในโครงการพัฒนาระบบบริการทุติยภูมิจำนวน 800 เครื่อง ราคาเครื่องละ 40,000 บาท เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 32,000,000 บาท ภายใต้ระบบปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555" ประเด็นดังกล่าวนี้ คณะกรรมการได้สอบถามผู้เกี่ยวข้อง 5 คน และ รมว.สธ.และพิจารณาแล้วมีความเห็นสรุปได้ว่า รมว.สธ.น่าจะมีส่วนรู้เห็นหรือเห็นชอบกับการบรรจุรายการเครื่องยูวี-แฟนเข้า ไปในโครงการไทยเข้มแข็งจริง

 

-นอกจากผลประโยชน์โดยมิชอบจากการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนแล้ว เฉพาะ นพ.ปราชญ์และ พญ.ศิริพร น่าจะมีเหตุจูงใจส่วนตน ดังนี้

 

1.นพ.ปราชญ์ ได้มีนโยบายเร่งรัด หยุดยั้งวัณโรคโดยอ้างอย่างผิดหลักวิชาว่า ประเทศไทยติดอันดับมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่สูงเป็นอันดับ 18 ใน 22 ประเทศในโลก และได้มอบให้สำนักตรวจราชการ สธ.จัดทำโครงการเร่งรัด หยุดยั้งวัณโรค โดย นพ.ปราชญ์ได้ไปบรรยายทางวิชาการด้วยตนเอง กำหนดให้รับผู้ป่วยวัณโรครายใหม่ไว้รักษาในโรงพยาบาลเป็นเวลา 14 วัน ซึ่งผิดหลักวิชาการ และแนวทางปฏิบัติขององค์การอนามัยโลก เพราะจะทำให้มีการแพร่เชื้อวัณโรคในโรงพยาบาลมากขึ้น นโยบายดังกล่าวทำให้มีการจัดทำห้องแยกโรคตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยติดตั้งเครื่องฟอกอากาศซึ่งมีระบบทำลายเชื้อด้วยรังสียูวี โดยราคาเครื่องมือดังกล่าวพร้อมค่าบำรุงรักษาสูงถึงห้องละ 250,750 บาท และนโยบายดังกล่าว หลายจังหวัดได้นำไปอ้างเพื่อจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนอย่างมีเงื่อนงำ นโยบายดังกล่าวน่าเชื่อว่าจะมีผลประโยชน์แอบแฝงเป็นอันมาก ควรมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

 

การลงไปเร่งรัดงานวัณโรคของ นพ.ปราชญ์ เป็นเรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งซึ่งเป็นโครงการใหญ่ มีความสำคัญมาก และเป็นเรื่องรับผิดชอบโดยตรงของปลัด สธ. แต่ นพ.ปราชญ์มิได้เอาใจใส่เท่าที่ควร ไม่มีการตั้งคณะกรรมการ ไม่มีการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และหลักเกณฑ์การดำเนินการทั้งเรื่องแนวทางการจัดสรรและการกำหนดราคา ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรองปลัดฝ่ายบริหาร คือ พญ.ศิริพร กัญชนะ ซึ่งก็ไม่เอาใจใส่เท่าที่ควร นพ.ปราชญ์ อ้างว่ามีการประชุมติดตามเรื่องนี้ในที่ประชุมเช้าวันอังคาร ที่เรียกว่า Tuesday Breakfast Meeting เรียกย่อว่า TBM แต่ตรวจสอบจากรายงานการประชุม TBM แล้วมีการพิจารณาติดตามโครงการนี้น้อยมาก

 

-นพ.ปราชญ์ และ พญ.ศิริพร ได้ร่วมกันเสนอบริจาคเงินแก่ โครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) รวมเป็นเงิน 2 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 6.8 ล้านบาท) เพื่อเป็นค่าจ้างให้ พญ.ศิริพรไปเป็นผู้ปฏิบัติงานของโครงการดังกล่าวเป็นเวลา 2 ปี หลังเกษียณอายุราชการ ทั้งๆ ที่ พญ.ศิริพรเคยสมัครไปทำงานกับโครงการดังกล่าวแต่ไม่ผ่านการคัดเลือก การดำเนินการดังกล่าว นพ.ปราชญ์ ได้ลงนามในหนังสือแจ้งต่อโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติโดยไม่มีอำนาจ เพราะการบริจาคเงินในลักษณะดังกล่าวแก่องค์การระหว่างประเทศเป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรี หนังสือที่ นพ.ปราชญ์ลงนามดังกล่าว มิได้จัดทำโดยสำนักการสาธารณสุขต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ผู้ได้ประโยชน์จากการกระทำนี้คือ พญ.ศิริพรที่จะได้ไปทำงานในโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติหลังเกษียณอายุราชการโดยใช้เงินจากภาษีอากรของประชาชนไทยเป็นเงินประมาณ 6.8 ล้านบาท และ นพ.ปราชญ์จะได้ประโยชน์จากการมีโอกาสเสนอแต่งตั้งรองปลัด สธ.ทดแทนก่อนที่ตนจะเกษียณอายุราชการ

 

-การจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟนอย่างมีเงื่อนงำ ได้ดำเนินการไปแล้วในหลายจังหวัดโดยใช้งบประมาณอื่น เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอนแก่น สามจังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 12 ของ สธ. ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม และ จ.นครศรีธรรมราช เป็นต้น โดยมีการดำเนินการที่มิชอบในลักษณะต่างๆ ดังนี้

 

1. สามจังหวัดในเขตตรวจราชการที่ 12 ได้แก่ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด พบความผิดปกติ เช่น มีการกำหนดสเปคที่บกพร่องและในลักษณะที่มีการล็อคสเปคให้บริษัท ก่อเกียรติซัพพลาย ดังนี้

 

2. น่าสงสัยว่าสินค้าที่มีการจัดซื้อและโรงพยาบาลต่างๆ ได้รับอาจมิใช่สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ควรมีการสอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ข้อเท็จจริงโดยกระจ่างต่อไป

 

3. สถาบันโรคทรวงอกได้ผลิตเครื่องดังกล่าวได้ในราคาเพียง 7,000 บาท (ต้นทุนเพียง 4,920 บาท) แต่สินค้ารายการนี้ขายในราคาสูงถึงเครื่องละ 40,000 บาท และต่อมามีการปรับปรุงการผลิตเหลือต้นทุนราว 2,000 บาท

 

4. สืบเนื่องจากการจัดซื้อครุภัณฑ์รายการนี้มีการไปทัศนศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 14-20 ตุลาคม พ.ศ.2552 โดยผู้ร่วมคณะประกอบด้วยผู้บริหารสาธารณสุขในเขต 12 และผู้รับหน้าที่สาธารณสุขนิเทศก์ในเขต พร้อมครอบครัวโดยอ้างว่าใช้เงินส่วนตัว ซึ่งไม่น่าเชื่อเพราะพบพิรุธมากมาย น่าเชื่อว่าใช้เงินจากการจัดซื้อยูวี-แฟน

 

5. ผู้บริหารสาธารณสุขในเขต 12 ในส่วนกลางที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการเรื่องยูวี-แฟนในเขต ได้แก่ นพ.สมชัย ภิญโญพรพานิชย์ ผู้ตรวจราชการ นพ.คำรณ ไชยศิริ สาธารณสุขนิเทศก์ และ นพ.ธำรง สมบุญตนนท์ ผู้ทำหน้าที่สาธารณสุขนิเทศก์ แทน นพ.คำรณ ไชยศิริ ซึ่งได้รับคำสั่งให้ไปดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง

 

-อบ จ.ขอนแก่น เคยจัดซื้อเครื่องยูวี-แฟน 230 เครื่อง ในปี พ.ศ.2550 แจกจ่ายแก่โรงพยาบาลต่างๆ ใน จ.ขอนแก่น ปรากฏว่าโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นได้ส่งเครื่องดังกล่าวคืน เพราะคณะกรรมการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล พิจารณาถึงคุณประโยชน์ ผลดี ผลเสีย ความคุ้มค่า คุ้มทุน และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาแล้ว "ได้มีมติร่วมกันที่จะส่งครุภัณฑ์ที่ได้รับการสนับสนุนครั้งนี้คืน..." เป็นการไม่ยอมรับแม้จะให้ฟรี

 

กรณี ดังกล่าวทำให้ในปีงบประมาณ 2552 ผอ.รพ.ขอนแก่น ไม่ยอมจัดซื้อเครื่องยูวีแฟนตาม "นโยบาย" ของเขต และไม่ได้ร่วมไปกับคณะทัศนศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ด้วย จากการตรวจสอบสเปคของเครื่องยูวี-แฟนที่ อบจ.ขอนแก่น จัดซื้อในปี 2550 พบความผิดปกติเช่นเดียวกัน

 

-จ.นครศรี ธรรมราช มีการจัดซื้อตามคำร้องขอของ นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ สาธารณสุขนิเทศก์ ผู้ทำหน้าที่ตรวจราชการเขต ในโรงพยาบาลหลายแห่ง ในราคาสูงถึงเครื่องละ 99,000 บาท ซึ่งมีความผิดปกติในเรื่องสเปคและสินค้าเช่นเดียวกันแม้จะเป็นสินค้าคนละ ยี่ห้อกัน และซื้อจากคนละบริษัท

 

ทั้ง นี้ นพ.จักรกฤษณ์ ภูมิสวัสดิ์ ยังมีกรณีขอเงินจากโรงพยาบาลต่างๆ ได้แก่ พัทลุง นครศรีธรรมราช ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โรงพยาบาลละ 4 แสน-1 ล้านบาท นำไปจัดซื้อรถยนต์ยี่ห้อโฟล์คสวาเกน ให้ รมว.สธ.ใช้ด้วย และต่อมา นพ.จักรกฤษณ์ ได้รับแต่งตั้งเลื่อนฐานะเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2552

 
 

พยากรณ์ประจำปีขาล พ.ศ.2553 โดย "โสรัจจะ นวลอยู่"

พยากรณ์ประจำปีขาล พ.ศ.2553 โดย "โสรัจจะ นวลอยู่"
 
โชคชะตาวาสนาโดยทั่วไปของผู้ที่เกิดปีชวด ทุกรอบอายุ
 
เรื่องของดวงในปี พ.ศ.2553 (โฉมฉาย อรุณฉาน)
 
โหราศาสตร์ชะตาบ้านเมือง โดย "ภิญโญ พงศ์เจริญ" นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ


--
twitter
mondayblog /senateblog
tuesdayblog/designblog
wednesdayblog/senateblog
thursdayblog/blog1951/sunnews9
fridayblog/9fridayblog
saturdayblog /kratongblog
sundayblog /chun1951
http://www.sahavicha.com
http://teetwo.blogspot.com/2008/04/1_28.html

Happy New Year 2010.........


ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809/wordcamp-bangkok-2009-pool-party



 
 
 
 


HAPPY NEW YEAR 2010
 

May this new year bring many opportunities to your way,
To explore every joy of life & may your resolutions for the days ahead stay firm,
Turning all your dreams into reality and all your effort into great achievements.


Happy New Year to you and your loved ones.

 
  Click link for your ecard :  http://www.123greetings.com/send/view/12726209510706815636
 

 

                                                                                                                                                                                                                                                                                    Best  Wish,                                                                                                                                                                             

Chart Master team

30/12/2552 11:09:58

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ต้นร้ายปลายดี ลอบสังหาร - โรคระบาด สิ้นปีเศรษฐกิจฟื้น - สมานฉันท์ - Positioning Magazine

ต้นร้ายปลายดี ลอบสังหาร - โรคระบาด สิ้นปีเศรษฐกิจฟื้น - สมานฉันท์ - Positioning Magazine

ต้นร้ายปลายดี ลอบสังหาร - โรคระบาด สิ้นปีเศรษฐกิจฟื้น - สมานฉันท์



Positioning Magazine ธันวาคม 2552

“ตอนต้นปีสถานการณ์ทางการเมืองจะยังคงวุ่นวาย จนรัฐบาลชุดนี้อาจต้องปรับคณะรัฐมนตรี อย่างเร็วต้นเดือนกุมภาพันธ์ อย่างช้าไม่เกิน 28 เมษา 2553 นี้แน่นอน ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้” คำทำนายถึงสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงต้นปีจาก ดร.อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา โหรชื่อดัง ซึ่งเริ่มต้นคำทำนายดวงเมืองในปี 2553

ส่วนเศรษฐกิจช่วงนี้จะยังไม่กระเตื้องขึ้น ในขณะที่ปัญหาทางสังคมจะเกิดเพิ่มขึ้น สถิติอาชญากรรม ปัญหายาเสพติดจะมีต่อเนื่องนับจากวันนี้ไปจนถึงสิ้นปี 2553

นับตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2553 เป็นต้นไป ดาวพฤหัสบดีเดินถอยหลัง แสดงว่าปัญหาต่างๆ จะแก้ไขไม่สำเร็จหรืออาจเกิดความล่าช้า ส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาล ซึ่งจะมีปัญหาทั้งการเมือง เศรษฐกิจมาให้แก้กันแบบไม่หวาดไม่ไหว แต่หากรัฐบาลสามารถประคองตัวเองไปได้จนถึงวันที่ 26เมษายน 2553 ปัญหาต่างๆ จะคลี่คลายลง ดวงเมืองไทยจะดีขึ้น

“ต้องจับตาในช่วงเดือนธันวาคม 2552 ไปจนถึง 26 เมษายน 2553 เพราะการโคจรของดวงดาวสำคัญๆ มีผลให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทำให้การทำงานของรัฐบาล ตลอดจนภาพลักษณ์เป็นไปในทางลบ จะเกิดความไม่ลงรอยในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล เกิดปัญหาคลื่นใต้น้ำ เกิดความไม่วางใจ ถ้าเบาะๆ ก็แค่ปรับคณะรัฐมนตรี หรือหากรุนแรงจนเอาไม่อยู่ก็ถึงขั้นยุบสภา

นอกจากปัญหาการเมืองแล้ว ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 เราจะพบกับปัญหาโรคระบาดอันเนื่องมาจากน้ำ และการขนส่งทางน้ำ จะทำให้ทั่วโลกปวดหัวเพราะโรคระบาดตัวใหม่นี้จะมีความรุนแรงยากแก่การจะรับ มือได้ ดังนั้นจึงควรระวังโรคระบาดตัวใหม่อย่างจริงจัง

ระวังบุคคลสำคัญถูกลอบสังหาร
สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในช่วงก่อนถึงวันที่ 26 เมษายน 2553 คือภัยเงียบ จะมีการเตรียมการกระทำการรุนแรง เช่น การก่อวินาศกรรม การลอบสังหารบุคคลสำคัญ สถาบันหลักจะถูกใส่ร้ายป้ายสีเกิดความเสียหาย เพราะดาวเสาร์ยกเข้าราศีมีนมันเป็นลางบอกเหตุว่าทั่วโลกจะมีการเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่โดยเฉพาะทางด้านการเมืองและเศรษฐกิจ เนื่องจากในช่วงปีหน้ามีดาวดาวสำคัญๆ 4 ดวงคือ ดาวพุธ ดาวราหู ดาวมฤตยู และดาวพฤหัสฯ จะโคจรมาพบกัน และดาวเสาร์เล็ง และดาวมฤตยูซึ่งโคจรมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2552 จะก่อให้เกิดความสูญเสียได้ในหลายๆ เรื่อง เช่น อาจจะมีบุคคลสำคัญถูกลอบสังหาร หรือมีการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ และหลังจาก 26 เมษายน 2553 ไปอีก 7 ปี ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แน่นอน

สำหรับการค้าการลงทุน ธุรกิจที่จะรุ่งเรืองจะเกี่ยวเนื่องจากการท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงธุรกิจการเกษตร โดยจะเริ่มขยับตัวได้คล่องขึ้นหลังวันที่ 26 เมษายน 2553 นี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากดวงเมืองซึ่งถูกผูกขึ้นมา 229 ปีแล้ว พบว่า ดวงโดยรวมแม้จะได้รับผลกระทบจากการกระทำของพลเมืองไทย และคนภายนอกมาโดยตลอด แต่ดวงเมืองของไทยยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า “แย่สุดๆ”เพราะจะมี “อัศวินขี่ม้าขาว” มาช่วย ซึ่งจะเกิดขึ้นทุกครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน โดยจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ทั้งทางด้านการเมือง และเศรษฐกิจ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2553 นี้เป็นต้นไป

มกราคม : ดวงเมืองยังอยู่ในช่วง “ลูกผีลูกคน” สาเหตุเพราะอิทธิพลของดาวหลายดวงที่โคจรวิปริต จะทำให้ด้านการเมืองต้องใช้ความเด็ดขาดจริงจังในการแก้ไขปัญหา ซึ่งหากทำได้จะเป็นการปูทางเพื่ออนาคต แต่โดยรวมแล้วยังคงต้องระมัดระวังจะเกิดเหตุการณ์แบบไม่คาดฝัน ในขณะที่เศรษฐกิจยังคงทรงตัวต่อเนื่องมาจากเดือนธันวาคม 2552 การลงทุนในตลาดเงิน ตลาดทุน ควรระมัดระวัง ทางที่ดีที่สุดน่าจะเก็บเงินสดไว้ก่อน ส่วนปัญหาสังคม

ในเดือนมกราคมนี้ผู้หญิงจะเข้ามามีบทบาทร่วมแก้ไขปัญหาทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งในปีนี้โดยส่วนใหญ่เราจะเห็นว่าผู้หญิงจะเข้ามามีอิทธิพลสูงกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา อันเนื่องมาจากดาวจันทร์จะส่องแสงจรัสที่สุดในปีนี้ทั้งปี

กุมภาพันธ์ : เดือนนี้ด้านการเมืองจะมีปัญหายุ่งยาก พรรคการเมืองต่างๆ จะมีความขัดแย้งทางความคิดสูงแต่ไม่ถึงกับแตกหักเพียง แต่จะเป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศโดยรวม ส่งผลต่อเศรษฐกิจจะเกิดการขาดสภาพคล่องในสังคมโดยเฉพาะตลาดเงิน ตลาดทุน หุ้นจะร่วง ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเงินจะเกิดการหยุดชะงัก การสื่อสารระหว่างประเทศจะเกิดปัญหาสื่อไม่เข้าใจกัน จนนำมาซึ่งความเสียหายกับส่วนรวม

มีนาคม : เดือนนี้ต้องจับตาการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะจะมีการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญให้รัดกุมขึ้น จะมีการใช้มาตรการที่เด็ดขาดจริงจัง ทำให้การแก้กฎหมายต่างๆ ประสบผลสำเร็จ ด้านการค้า การลงทุนยังซบเซา ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงทรงตัว

เมษายน : การเมืองยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง เกิดความขัดแย้งในกลุ่มนักการเมืองทั้งสองฝ่าย และจะมีผลกระทบจากปัญหามิตรประเทศ เพราะเดือนนี้จะมี “ผู้หลักผู้ใหญ่” ที่เป็น “คนต่างด้าวท้าวต่างแดน” เดินทางมาเจรจาในประเทศ แต่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดจากการพูดจา การสื่อสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างเป็นวงกว้าง จะเกิดข่าวลือที่ไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำอย่างไม่คาดฝัน ซึ่งเรื่องนี้เราต้องระวังให้ดี

พฤษภาคม : จะมีการ “ปรับคณะรัฐมนตรี” หรือถึงขั้น “การยุบสภา” เกิดขึ้น แต่ความขัดแย้งต่างๆ ที่สะสมมาตั้งแต่เดือนที่แล้วสามารถ “รอมชอม” กันได้ จากนั้นดวงเมืองจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ เศรษฐกิจโดยรวม ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุนที่เริ่มดีขึ้นอย่างเห็นชัด

มิถุนายน : การเมืองเริ่มดีขึ้นรัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างเต็ม ที่ ในขณะที่เศรษฐกิจเริ่มจะ “ผงกหัว” ให้เห็นอย่างชัดเจน การค้า การลงทุนในตลาดเงินตลาดทุนจะสดใสมาก ทุนต่างชาติเริ่มทยอยมาลงทุนเพิ่มขึ้น

กรกฏาคม : การเมืองเริ่มนิ่ง ความขัดแย้งลดลง รัฐบาลสามารถจัดการกับความเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวมได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เศรษฐกิจเริ่มคล่องตัว การเงิน การลงทุนเริ่มสดใส แต่ในขณะเดียวกันในช่วงปลายเดือนอาจจะเกิดปัญหาการประท้วง การนัดหยุดงาน ประปราย

สิงหาคม : การเมืองมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นอย่างแน่ นอน เช่น การปรับคณะรัฐมนตรีใหม่ การปรับออก การปลดออก อันเนื่องมาจากปัญหาการคอรัปชั่น ส่วนเศรษฐกิจยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่น การลงทุนสดใสการเก็งกำไรในตลาดหุ้นดีมาก

กันยายน : การเมืองเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ความขัดแย้งต่างๆ ลดลงรัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและจะประสบผลสำเร็จผลงานจะออกมาเป็น ที่ถูกใจของประชาชนโดยรวม การค้า การลงทุนเป็นปกติ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะตลาดเงิน ตลาดทุนจะเป็นกลไกหนึ่งที่เสริมสร้างเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้เป็นอย่างดี

ตุลาคม : การเมืองเดือนนี้จะเกิดปัญหาข่าวลือ ข่าวลวง ระส่ำระสาย รัฐบาลต้องแบกรับภาระหนักทั้งปัญหาความขัดแย้งในประเทศและต่างประเทศ แต่เศรษฐกิจยังดีพอต่อการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐที่ครอบคลุมไปยังโครงการ ต่างๆ ทั่วถึง ประชาชนไม่ประสบความเดือดร้อนมากนัก แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ผล

พฤศจิกายน : การเมืองราบรื่น นิ่งแต่ในขณะเดียวกันจะเกิดการ “แฉ” ข้อมูลทางลับโดยเฉพาะการทุจริต คอรัปชั่นขึ้นเนืองๆ จะมีปัญหาเกี่ยวข้องกับกฎหมาย วงการศาสนา อันเนื่องจากดาวพฤหัสจรอยู่ร่วมกับดาวราหูเดิมในภพวินาศ ในขณะที่เศรษฐกิจยังสดใสต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตรจะรุ่งโรจน์มาก จะทำให้ต่างชาติหันมา“ห้อมล้อม” ประเทศไทยอย่างชัดเจน

ธันวาคม : การเมืองนิ่งสงบ รัฐบาลสามารถบริหารบ้านเมืองได้อย่างราบรื่น เกิดการเจรจาทางการเมืองที่นำมาซึ่งความสมานฉันท์ ในขณะที่เศรษฐกิจโดยทั่วไปจะแจ่มใสขึ้นในเดือนนี้น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่า ดวงของประเทศไทยเริ่มจะสดใสมาอีกครั้งหนึ่ง

“การที่เราพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคต เป็นเสมือนการเตือนภัยล่วงหน้า แม้คำเตือนที่ได้ฟัง จะดูเป็นเรื่องร้าย แต่ถ้าเราได้ลองทบทวนทำความเข้าใจ เราก็สามารถระมัดระวังมิให้เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นได้ หรือทำให้เรื่องร้าย ผ่อนหนักเป็นเบาได้ วิธีการแก้ปัญหาหรือหาทางออก มิใช่แค่เพียงการทำพิธีสะเดาะเคราะห์ แต่เราต้องระวังตัวพยายามมิให้เรื่องร้ายมันเกิดขึ้น” ดร.อรรถวิโรจน์ กล่าว


http://www.positioningmag.com/magazine/details.aspx?id=84113

กมธ.ขัดกันเองนางแบบอดแจงปฎิทินฉาว

กมธ.ขัดกันเองนางแบบอดแจงปฎิทินฉาว

กมธ.ขัดกันเองนางแบบอดแจงปฎิทินฉาว
กมธ.ขัดกันเองนางแบบอดแจงปฎิทินฉาว
นางแบบลีโอ เหวอ ! อดชี้แจง กมธ. 2 ค่าย ฟัดโชว์ พิเชษฐแห่งปชป. ตอกหน้า สุรพงษ์แห่งพท. ทำกมธ. เสื่อมเกียรติ จวกอยากดัง โหนกระแสทั้งๆที่ไม่เกี่ยวข้อง เชิญนางแบบมาทำเหมือนเป็นจำเลยสังคม แฉ กมธ. ส่วนใหญ่คัดค้านประท้วงไม่เข้าร่วมประชุม ปธ.กมธ. ชิงปิดประชุมแค่ครึ่งชม.
(23ธ.ค.) ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 11.30 น. คณะกรรมาธิการ(กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาฯ ซึ่งมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ได้นัดประชุมเพื่อพิจารณากรณีที่กระทรวงสาธารณสุขห้ามบริษัทเอกชนโฆษณาประชา สัมพันธ์ เผยแพร่และแจกปฏิทินลีโอเบียร์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิต โดยได้เชิญทั้งฝ่ายภาครัฐ อาทิ
นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกรมควบคุมโรค ผู้แทนกรมสรรพสามิต ผู้กำกับสถานีตำรวจสามเสน และฝ่ายบริษัทสิงห์คอร์ปฯนำโดยนายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผ.อ.สายการตลาด บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด และนางเมทนี กิ่งโพยม กรรมการผู้จัดการบริษัท ฟินาเล่ คอมพานี จำกัด ซึ่งได้นำ 4 นางแบบปฎิทินลี โอ มาให้ข้อมูลได้แก่ น.ส.ปานพิมพ์ เตชะธนชัยพัฒน์ น.ส.พัสวีพิชญ์ ศรณอัครภา น.ส.สุทธิกานต์ หวังเจริญทวีกุล และน.ส.แอนนา รีส โดยทั้งหมดมาในเครื่องแต่งกายมิดชิด ท่ามกลางความสนใจจากสื่อมวลชน รวมทั้งส.ส.ที่ไม่ได้เป็นกมธ.ชุดนี้ก็ย่องเข้ามาดูนางแบบกันหลายคน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่เริ่มการพิจารณานายสุรพงษ์ กล่าวต่อที่ประชุมว่า เป็นเพราะต้องการให้การดำเนินการของกระทรวงสาธารณสุขดำเนินไปด้วยความเป็น ธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะอาจกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพสามิตร ที่ในแต่ละปีมีรายได้จากยาสูบและสุราเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่ควรกล่าวหาเอาผิดหรือมองประเด็นทางสังคมมาจนเกินไป เพราะกรณีการโฆษณาของเบียร์ช้างที่นำนายแบบ 3 คนมาขึ้นป้ายคัดเอาท์ติดตามสถานที่ต่างๆก็ต้องถือว่าผิดเหมือนกัน
ขณะที่นายมานิต แจงว่า ขณะนี้กระทรวงกำลังดำเนินการออกกฎกระทรวงเพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อผู้ ประกอบการ ซึ่งเรื่องอยู่ที่สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รอเพียงนายกรัฐมนตรีลงนามเท่านั้น เพราะหากจะยึดพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พ.ศ. 2551 มาตรา 32 เขียนไว้ชัดเจนว่าห้ามมิให้ผู้ใดชักจูงใจ หรือแสดงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ยกเว้นตามที่กฎกระทรวงกำหนด ดังนั้นเมื่อยังไม่มีกฎกระทรวงออกมาก็ต้องถือว่าการโฆษณาที่เกี่ยวข้องทั้ง หมดถือว่าผิดหมด ขอยืนยันว่าที่กระทรวงสาธารณสุขได้ฟ้องร้องบริษัทเบียร์ไป จำนวน 65 คดีนั้นเป็นการรวบรวมเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเบียร์ก่อนเนื่องจากอยู่ในความ สนใจของประชาชน ขณะนี้กำลังพิจารณารวบรวมหลักฐานฟ้องบริษัทเหล้าทั้งหมดอยู่ จะบังคับใช้กฎหมายให้ทัดเทียมกัน
จากนั้นนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปรึกษากมธ.ได้กล่าวท้วงติงกลางที่ประชุมว่า กมธ.ชุด นี้ ไม่ใช่กมธ.วัฒนธรรม หรือสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง ดังนั้นการหยิบยกเรื่องใดมาพิจารณาจึงต้องดูให้รอบคอบ มิใช่เอาเรื่องที่เป็นกระแสทุกเรื่องมาทำหมด เพราะทำให้กมธ.หมดความศักดิ์สิทธิ์ ตนเคยเป็นประธานกมธ.ชุดนี้มาก่อนก็เคยได้ตรวจสอบด้านการคลังจนทำให้รัฐบาล ของนายบรรหาร ศิลปะอาชา ล้มมาแล้ว แต่วันนี้กมธ.มาทำอะไรกัน เชิญน้องๆนักแสดงที่เขาทำอาชีพอิสระมานั่งให้สื่อถ่ายภาพ เหมือนกับเขาเป็นจำเลยสังคม ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่คนชั่วร้าย และพวกเรากมธ.มีทั้งหมด 15 คน แต่มานั่งอยู่ในห้องประชุมเพียง 3 คน ซึ่งถือว่าไม่ครบองค์ประชุม ที่เขาไม่เข้าร่วมประชุมเพราะไม่เห็นด้วยที่ประธานนำเรื่องนี้บรรจุเข้ามา พิจารณา และกำลังเตรียมแถลงข่าวคัดค้านอยู่ด้านนอก
" ผมไม่เคยไปยืนต่อแถวรับปฏิทิน และยังไม่เคยเห็นภาพว่าเป็นอย่างไร แต่คิดว่าปฏิทินนี้ จะไม่ทำให้ยอดขายของบริษัทฯเพิ่มขึ้นหรือน้อยลง เพราะเขาก็ทำกันมาเป็นปีๆแล้ว เพียงแต่อาจจะสวนทางกับประเพณีไทยเท่านั้น กมธ.ไม่ควรหยิบเรื่องเล็กมาพิจารณา หรือทำตามกระแสสังคม จึงควรให้กระทรวงสาธารณสุขรับเรื่องนี้ไปดำเนินการต่อไปจะดีกว่า " นายพิเชษฐ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเกิดการทักท้วงเช่นนี้ ทำให้บรรยากาศการประชุมเริ่มตึงเครียด ขณะที่เหล่านางแบบต่างก็หันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง ขณะที่ผู้จัดการของเหล่านางแบบคนหนึ่งถึงกับหันมาถามนักข่าวที่นั่งฟังการ ประชุมอยู่ด้วยว่า ตกลงเขาจะเอาอย่างไรต่อไป นางแบบยังจะต้องชี้แจงหรือไม่ พร้อมทั้งชื่นชมบทบาทของนายพิเชษฐ์ไม่ขาดปาก
ข่าวแจ้งว่า ระหว่างที่นายสุรพงษ์ กำลังหาทางออกอยู่นั้น นายฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผ.อ.สายการตลาด บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด ได้ลุกขึ้นยืนขอแสดงความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา แต่นายพิเชษฐ์ได้ทักท้วงว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดี แต่ด้านนายฉัตรชัย ยังยืนยันขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุข โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตีความมาตรา 32 ของพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2551 คลาดเคลื่อนมาตลอด โดยห้ามโฆษณาโดยสิ้นเชิงทั้งที่เจตนารมณ์ของกฎหมายระบุชัดว่ามิได้ห้ามแต่ ควบคุม เพราะหากจะตีความอย่างนั้นทุกบริษัทต้องถือว่าผิดหมด แม้แต่แจกผ้าห่มก็ต้องผิดด้วย
ในที่สุดนายสุรพงษ์จึงได้รวบรัดกล่าวขอบคุณเหล่านางแบบและตัวแทนของทุก หน่วยงานที่ให้เกียรติเดินทางมาร่วมประชุม และไม่มีการซักถามแต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่าจะมอบเรื่องนี้ให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการต่อ และขอให้กระทรวงสรรพสามิตนำข้อมูลภาษีสุรา และเบียร์ที่ภาครัฐได้รับในแต่ละปีมามอบให้กรรมาธิการฯต่อไป และกล่าวปิดการประชุมทันทีโดยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าการพิจารณาครั้งนี้มีส.ส.เข้าร่วมประชุมเพียงแค่ 3 คน คือ นายสุรพงษ์ นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาตกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ส.ส.ชัยนาท พรรคเพื่อไทยเท่านั้น
ภายหลังการประชุมนายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า กมธ.ไม่ ได้มีความขัดแย้งกัน และมั่นใจว่าจะไม่ทำให้การทำงานในอนาคตมีปัญหา หากยังถลำที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ต่อจะทำให้มีปัญหามากขึ้น แต่เมื่อยุติกันแค่นี้ก็ถือว่าถูกต้องแล้ว ต่อไปต้องพิจารณาว่างานของกรรมาธิการการเงินฯมีขอบข่ายแค่ไหน
ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ประธานกมธ. กล่าวว่า ไม่รู้สึกผิดหวัง เพราะมีเจตนาดีที่จะตรวจสอบมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขที่ยังไม่มีความ ชัดเจนจนอาจส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ เมื่อถามว่าการหารือครั้งนี้ถือว่าเป็นการประชุมหรือไม่ นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ได้ตรวจสอบส.ส.มาเซ็นชื่อแล้วพบว่ามาเซ็นชื่อกันครบองค์ประชุม เพียงแต่ไม่อยู่ในที่ประชุมเท่านั้น แม้ว่าจะส่งเรื่องให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการ แต่ยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้ต่อไป กรรมาธิการฯมีความคิดแตกต่างกันได้ไม่เป็นไร


Tags:
  1. ปฏิทิน
  2. ปฏิทินลีโอเบียร์
  3. นางแบบลีโอ             
  4. http://news.sanook.com/